Voice in the Gentle Wind

เมษายน 30, 2007

เล่าไปเรื่อย

Filed under: simple thoughts — deans4j @ 6:57 am

นอกจากข่าวใหญ่ๆ อย่าง Flex, WPF/e จะโอเพนซอร์สแล้ว ข่าวสายที่ผมถนัดก็ดูจะเงียบไปเลย คงจะอุบไว้รอเปิดเผยในงาน JavaOne อีกไม่ถึงเดือนนั่นแล

เป็นไปตามสังหรณ์ บ่นอยู่ไม่ทันไรก็โดนไปอีกดอก Flex ดูจะรุกหนักใช้ได้ แม้ตัว Flex Data Services ยังไม่เปิดโอเพนซอร์สและขายโหดเอามากๆ แต่การโอเพนซอร์สตัว Flex SDK ก็เพียงพอที่จะเรียกเสียงฮือฮาได้ระดับหนึ่ง เห็นที่ต้องไปหาหนังสือ ActionScript 3.0 มาอ่านบ้างแล้วละ

ว่าแล้วก็พักเรื่องน่าเบื่อ แล้วมาฟังเรื่องสนุกๆ ดีกว่าเนอะ เห็นทีผมคงต้องทำตามที่พี่ป็อกบอก เล่าเรื่องเที่ยวดูจะมีคนสนใจเยอะกว่าข่าวจาวาแหะ เริ่มเลยละกัน

รู้สึกว่าจะกลายเป็นธรรมเนียมต้อนรับผมไปแล้ว ทุกครั้งที่มาต้องถูกจับให้เป็นนักฆ่าไวรัสให้กับคอมพิวเตอร์ของเหล่าบรรดาคนไทยที่อยู่ที่นี่ประจำ พวกนี้ชอบนึกว่าผมเรียนคอมฯ มาเพื่อสิ่งนี้หรือไงกัน แต่คนทั่วไปก็มักจะคิดกันอย่างนั้นนินา ผมมาถึงได้ไม่กี่วันก็โดนจัดคิวเตรียมท่องบ้านคนนู้นคนนี้เป็นแถว ค่าตอบแทนที่ได้ส่วนใหญ่ก็เป็นอาหารหนึ่งมื้อและการแลกเปลี่ยนเรื่องราวหน้าที่การงานของคนแต่ละคน คนไทยที่มาอยู่ที่นี่ไม่ต้องกลัวอดอยากอาหารไทย ร้านขายของ ผักผลไม้ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร รวมไปถึงละครทีวี มีคนนำเข้าหมด รู้สึกจะเป็นคนอาหรับที่ได้เมียคนไทยที่เป็นเจ้าของ

ตึกที่ผมพักอยู่ที่นี่อยู่ใกล้กับทะเล มีสวนหย่อมขนาดใหญ่ขนานไปตลอดทาง ครั้งก่อนที่มาจำได้ว่าเค้ากำลังถมทะเลเพื่อเพิ่มเนื้อที่สวนให้กว้างขึ้น มีการเล่นลวดลายถมเป็นรูปต้นปาล์มหรืออินธผาลัมด้วย ตอนนี้ถมเสร็จแล้วสวยดี ส่วนพื้นที่ด้านหลังแต่ก่อนเป็นตลาดเก่า ตอนนี้ก็รื้อทิ้งจะทำห้างหรือคอนโดก็ไม่รู้ อากาศช่วงนี้ดีกว่าบ้านเราเยอะ หน้าร้อนมาช้ากว่าเราประมาณ 1-2 เดือน ตอนกลางวันแดดแรงก็จริง แต่ส่วนใหญ่ก็จะอยู่กันในอพาร์ตเมนต์ที่เป็นห้องแอร์ ถ้าออกไปข้างนอกก็จะเจออากาศร้อนแห้ง เหงื่อออกยากกว่าบ้านเราเยอะ เมืองไทยอากาศร้อนชื้น ออกไปยังไม่พ้นหน้าปากซอยแขนนี่ชุ่มเหงือตัวเหนียวกันแล้ว

ถ้านึกขึ้นมาได้ว่าต้องไปซื้อของตามร้านทั่วๆไปตอนเที่ยงกว่าๆ ก็ต้องทำใจ เพราะเค้าปิดหนีร้อนกันตลอดช่วงบ่าย ช่วงนี้คนจะหนีไปนอนกลางวันกันจะไปเปิดกันอีกทีก็ 4-5 โมงเย็นไปปิดอีกทีตอนสี่ทุ่มกว่าๆ ใต้ตึกที่ผมอยู่จัดได้ว่าเป็นย่านร้านขายผ้าแพง จะมีพวกอาหรับไฮโซมาเดินเลือกผ้าตัดชุดสวยอยู่ประจำซึ่งสังเกตได้จากอาภรณ์ชุดดำที่ดูเท่กว่าของคนทั่วๆ ไป ท่าเดินกรีดกราย และกระเป๋าถือของหล่อนๆ ที่หน้าร้านจะมีหุ่นสวมชุดราตรี เว่อร์ๆ แนวไก่วรายุทธตั้งโชว์อยู่เพียบ ยิ่งทำให้ผมสงสัยว่าคนพวกนี้เอาโอกาสที่ไหนไปใส่กันในเมื่อออกข้างนอกเธอก็แต่งชุดดำสไตล์ปารีสตลอดเวลา มาถึงบางอ้อก็ตอนไปถามแม่ แม่เล่าว่าอาหรับชั้นสูงพวกนี้นัดเลี้ยงกันบ่อย พอไปเจอกันที่บ้านใครผู้ชายก็จะแยกไปคุยกันเอง ส่วนผู้หญิงก็จะแยกออกมาต่างหากเป็นสัดส่วน พอเข้าไปข้างในอาภรณ์สีดำของเธอจะถูกเปิดออกจนเห็นเสื้อผ้าที่ไปสรรหาตัดกันมา ต่างคนต่างอวดโฉมผิวพรรณและนั่งเมาท์เรื่องสวยเรื่องงามของกันและกัน

อาหรับที่นี่ถ้าเป็นคนพื้นถิ่นส่วนใหญ่จะรวย คนพื้นถิ่นของประเทศนี้มีน้อย อย่างว่าก่อนเจอน้ำมันพื้นที่ตรงนี้เป็นชนบทบ้านนอกของกลุ่มชาติอาหรับเค้าละ รัฐบาลเลยต้องช่วยเข็นช่วยดันกันเต็มที่ มีบ้านมีรถให้ โอกาสหน้าที่การงานก็จะดีกว่าคนทั่วไป ผมมีวิธีสังเกตอาหรับพื้นถิ่นได้จากการแต่งตัว ถ้าใส่ชุดโต๊บยาวสีขาวล้วน โผกผ้าซารบั่นสีขาวมีเชือกคาดสีดำส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคนพื้นถิ่น อาหรับต่างถิ่นก็จะมีวิธีสังเกตแตกต่างกันไป ถ้าเป็นอาหรับซาอุฯ จะโผกผ้าซารบั่นสีแดงหมากรุก อาหรับเปอร์เซียก็จะขาวๆ ตัวใหญ่ๆ หน่อย พวกนี้จะไม่ใส่ชุดโต๊บกันจะแต่งชุดสากลซะมากกว่า

ผมเคยไปมหาลัยที่ให้เฉพาะคนพื้นถิ่นเรียนเท่านั้น พอดีเพื่อนพ่อเป็นอ. ผมเลยถือโอกาสขอไปทัศนศึกษาซะเลย เข้าไปอย่างกับโรงแรม รถหรูๆ จอดกันอย่างกับงานมอเตอร์โชว์ เพื่อนพ่อบอกว่าตอนเข้าเรียนครั้งแรกนักศึกษาจะได้รับแจกอุปกรณ์การเรียนเป็น taplet PC คนละเครื่องอีกต่างหาก ห้องสมุดใหญ่โตดีทำเอาผมจมไม่ได้ไปไหนเลย

แต่ไม่ใช่ใครมาทำงานที่นี่แล้วจะรวยไปซะหมด ถ้าแรงงานไทยหวังจะมาหางานประเภทใช้แรงงานเลิกหวังไปได้เลย มองหาประเทศฮ่องกง สิงค์โปร์ยังดีซะกว่า คนอินเดีย ปากีฯ ที่นี่ค่าแรงถูกมาก คนปากีฯ ส่วนใหญ่จะขับแท็กซี่ เป็นคนงานก่อสร้าง คนอินเดียจะเห็นหลากหลายชนชั้นอาชีพกว่า คนพวกนี้แยกแยะได้จากเสื้อผ้าที่ใส่เหมือนกัน คนอินเดียจะใส่ชุดสากล คนปากีฯ จะใส่ชุดปากีฯ อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าเป็นยังไง ถ้าบังกะลาเทศก็จะคล้ายๆ อินเดียแต่บางทีก็จะนุ่งสโหร่งด้วย (คนอาหรับไม่นุ่งสโหร่ง) เสื้อผ้าดูจะเป็นตัวบ่งชี้ฐานะและเชื้อชาติที่ดีที่สุดที่ผมมี ถ้าจับคนละแวกเอเชียใต้มาแต่งตัวตัดผมเหมือนๆ กันผมก็แยกไม่ออกแหะ

ฟิลลิปินส์ก็ถือเป็นหนึ่งในแรงงานนำเข้าค่าแรงถูกที่เห็นอยู่ทั่วไปหนาตา พวกนี้หน้าตาคล้ายคนไทยแต่พูดภาษาอังกฤษได้ ส่วนใหญ่จะถูกจ้างเป็นแคชเชียร์หรือพนักงานในศูนย์การค้า อาหรับก็คงมีปัญหาเดียวกับผมเรื่องการแยกแยะสัญชาติ บางทีทักพ่อเป็นญี่ปุ่นทักผมเป็นจีนยังมีเลย ส่วนฝรั่งหัวแดงก็เจอเยอะอยู่ แต่จะเจอแถวดูไบมากกว่าอาบูดาบี้

ยังอยู่อีกหลายวัน วันนี้เล่าเยอะแล้วเก็บไว้เล่าคราวหน้าบ้าง เอาเป็นว่าไว้ผมออกเที่ยวคราวหน้าจะยืมกล้องพ่อไปถ่ายรูปเอามาให้ดูละกัน

เมษายน 28, 2007

การเดินทางอันยาวไกลกว่าจะมาเป็นผม

Filed under: simple thoughts — deans4j @ 3:04 pm

ต้องขออภัยที่หายไปนาน ไม่ได้ไปหลงทะเลทรายที่ไหนหรอกครับ พอดีอยากหาโอกาสออกไปเจอชีวิตจริงๆ ซะบ้าง หลังจากหลุดเข้าไปอยู่ในโลกออนไลน์เสียนาน

เล่าย้อนกลับไปเมื่อวันเดินทาง แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมมาสุวรรณภูมิ สนามบินอันเป็นที่รักยิ่งของเราชาวไทย : P แต่ก็นับเป็นครั้งแรกที่ได้หลุดเข้าไปสำรวจลึกมากที่สุด UI ของสนามบินยักษ์แห่งนี้ก็ห่วยสมคำร่ำลือจริงๆ ผมคิดว่าตัวเองอยู่กับคอมพิวเตอร์ทุกวัน อุปกรณ์ไฮเทคก็เจอบ่อยน่าจะปรับตัว เข้าใจอะไรได้ง่ายแล้วนะ แต่ยังไม่วายเจอพิษ UI ทำสับสนไปหลายที

การเดินทางบนเครื่องบินกินเวลาร่วม 6 ชั่วโมง ไม่มากไม่น้อย ผมพอจะมีเวลาอ่านหนังสือ “สถานีต่อไป…ไฮเทค” ของ สวทช. ที่ รศ.ดร.วันชัย ริ้วไพบูลย์ อ.ประจำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์มอบให้จบไปครึ่งเล่ม คงเป็นเพราะผมเป็นนิสิตคนแรกที่อาสาเข้าไปช่วยแกกรณี O-net, A-net เมื่อปีที่แล้วแกเลยเอ็นดูผมเป็นพิเศษ ผมยังจำได้ว่าตัวเองเขินแค่ไหนตอนที่อยู่ๆ แกก็ยื่นหนังสือเล่มนี้ให้ผมคนเดียวทั้งๆ ที่มีเพื่อนร่วมห้องรายล้อมอยู่ หนังสือเล่มนี้เล่าถึงประวัติศาสตร์ของวงการวิทยาศาสตร์ไทยจากมุมมองคณะบุคคลากรรุ่นบุกเบิก อ่านไปก็สนุกบ้างน่าเบื่อบ้างคละกันไป แต่ก็ได้ความรู้และทำให้มีจิตใจอยากช่วยชาติมากขึ้น

ครอบครัวผมถือเป็นลูกค้าชั้นดีของสายการบิน Etihad แม้แต่เอเย่นซีที่เมืองไทยยังจำหน้าผมได้ อาจจะด้วยคำอวยพรของทุกคน การเดินทางเป็นไปโดยสวัสดิภาพ ผมน่าจะเลือกวันเดินทางที่ดีกว่านี้หน่อย พ่อผมมารับที่สนามบินขณะนั้นก็ดึกมากแล้ว หลังจากทักทายสวมกอดกันผมก็ไม่วายถามถึงผลฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกระหว่างเชลซี – ลิเวอร์พูล พ่อบอกว่าเสียใจด้วยได้ยินมาว่าลิเวอร์พูลแพ้ผมถึงกับเซ็งนิดๆ แม้ก่อนมาผมสังหรณ์ใจไม่ดี เลยเตรียมทำใจไว้แล้วก็ตาม

มีคนทายถูกครับว่าผมมาดูไบ ดูไบเป็นเมืองเศรษฐกิจการค้าระดับโลก พ่อเล่าว่า 30% ของเครนทั้งหมดในโลกนี้มากองอยู่ที่ดูไบ มันแสดงให้เห็นว่าเมืองนี้โตเร็วพอๆ กับฟองสบู่ก็ไม่ปาน แต่โชคดีหน่อยบ้านผมอยู่ค่อนมาทางเมืองหลวง อบูดาบี้ ที่ดูจะสงบและสะอาดกว่า พ่อผมเป็นคนไทยยุคบุกเบิก ที่เข้ามาทำงานในประเทศนี้ เค้าทำงานเป็นวิศวกรระบบให้กับบริษัทรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง เป็นธุรกิจเอาเงินไปต่อเงิน เอารายได้จากการค้าน้ำมันไปลงทุนในด้านอื่น เช่นเอาไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ต่างๆ ของโลก เป็นธุรกิจคล้ายเทมาเส็กของสิงค์โปร์ ต่างกันที่ทำอย่างเปิดเผยในนามรัฐบาล แต่เทมาเส็กเป็นเอกชนที่จริงๆ ใครก็รู้ว่าเป็นหุ่นเชิดของรัฐบาล

ตัวผมเองแม้ในบัตรประชาชนจะเขียนว่าเชื้อชาติไทย แต่เอาเข้าจริงๆ ผมเป็นพันธ์ทางผสมหลายสายพันธ์เข้าด้วยกัน แม่ผมเป็นคนเชียงใหม่โดยกำเนิด ยายเป็นคนลำพูน ส่วนตาเป็นคนจีนฮ่ออพยพ ผมเคยเห็นในรูปสมัยตาหนุ่มๆ โคตรหล่อเลยครับ ยายผมนี่ตาถึงจริงๆ ตาชอบเล่าให้ฟังสมัยหนีเข้าประเทศจากชายแดนพม่าถูกทางการตามล่า แต่ก็หนีมาได้แต่ก็ได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่เท้าเป็นแผลเป็นจนถึงทุกวันนี้ แกเล่าอย่างภาคภูมิใจ ส่วนสายทางพ่อยิ่งผสมหลายเชื้อชาติ พ่อบอกว่าถ้าจับคนเยเมนมาซอยเป็น 10 ส่วน ผมคงได้สักท่อนนึงนั่นแหละ เค้าเล่าว่าเมื่อสัก 200 – 300 ปีก่อนอาหรับเยเมนจะเดินเรือมาทำการค้าแถวภูมิภาคนี้ ส่วนใหญ่จะไปขึ้นฝั่งแถวจาการ์ตา อินโดนีเซียนู้น มีบางส่วนที่มาขึ้นฝั่งแถวมาเลเซีย ภูเก็ตบ้านเรา ต้นตระกูลผมก็มาจากทางนี้ คงผ่านมาเกือบสิบรุ่นถึงจะมาเป็นผมทุกวันนี้ ผมคงได้ตากับจมูกมาเป็นหลักฐานสำคัญ นอกนั้นคงไปมุดอยู่ใน dna ลึกๆ ไม่รู้จะโผล่ออกมารุ่นไหนเหมือนกัน

พ่อผมก็ไฮเทคไม่เบาเหมือนกัน เรียกได้ว่าที่บ้านมีออปชั่นครบชุด พ่อยังบ่นว่าผมน่าจะมาเร็วกว่านี้หน่อยจะได้ไปดูอุปกรณ์ที่งาน IT mart ที่จัดวันสุดท้ายวันที่ผมไปถึง ส่วนแม่ผมก็เปิดเว็บข่าวอ่านประจำ แกรู้เรื่องหมอประกิตเผ่า-เปมิกาดีกว่าผมด้วยซ้ำ มีการถามผมด้วย เรียนจุฬาได้เจอน้องเปบ้างหรือเปล่า หลายวันที่หายไปผมแทบไม่ได้แตะคอมพิวเตอร์เลย มีเช็กเมลอ่านข่าวบ้างเล็กน้อย ถ้าไม่ติดเกรงใจพี่ข้าวโพดหวาน ผมคงค้างงานแปลของมาร์ติน โฟว์เลอร์ไว้อย่างนั้น คิดว่าต่อจากนี้ไปจะได้เริ่มเขียนข่าว+ทำงานที่ค้างไว้มากขึ้น ไว้น้องๆ เริ่มหายเห่อพี่ชายคนนี้ก่อนคงได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากกว่านี้

ผมทิ้งท้ายด้วยเรื่องเล่าของคุณปู่ข้างบ้าน ผมนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้หลังจากย้อนกลับไปอ่านเอนทรี “I’m leaving on a jet plane” ท่านเล่าว่าสมัยก่อนคนไทยแทนเสียงตัว J ด้วย ย.ยักษ์ ไม่ใช่ จ.จาน เหมือนทุกวันนี้ จะเห็นได้จากหนังสือเก่าๆ วง jazz จะเขียนว่าวงแยส, jam ผลไม้ก็เขียนว่า แยมผลไม้ เป็นต้น มันเป็นเช่นนั้นมาเสมอจนกระทั่งวันนึงฝรั่งคิดค้นเครื่องบินเจ็ตนั่นแล …

deans4j

ปล. โอเคผมล้อเล่นเรื่องปู่ข้างบ้าน ผมยืมเรื่องนี้มาจากฟอร์เวิร์ดเมล : P

เมษายน 27, 2007

ถึงแล้วครับ

Filed under: simple thoughts — deans4j @ 6:01 am

มาบล่อกทิ้งไว้ว่าถึงแล้ว ขอบคุณทุกท่านที่อวยพร มีเรื่องที่อยากเขียนหลายเรื่องเหมือนกัน แต่คืนนี้คงดึกเกินไปแล้ว ขอติดไว้ก่อนละกัน พอดีอยากเคลียร์งานแปล Martin Fowler’s Bliki ที่ค้างไว้ให้เสร็จ เพิ่งเสร็จเมื่อกี้เอง ถ้าผ่านการตรวจทานจากคนตรวจท่านอื่นแล้วคงจะได้อ่านกัน

เมษายน 24, 2007

I’m leaving on a jet plane…

Filed under: simple thoughts — deans4j @ 9:55 pm

วุ่นวายจริงๆ เลยให้ตาย จะบินพรุ่งนี้อยู่แล้ว แม้แต่กระเป๋ายังไม่ได้เริ่มจัด [แต่ดันมีเวลาเขียน blog ซะงั้น] ผมวิ่งเข้าออกบ้านไปมาทั้งวัน เพราะต้องวิ่งรอกซื้อของและจัดการเรื่องตั๋วเดินทาง ทุกอย่างสับสนไปหมด จนบัดนี้ผมยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าต้องไปเที่ยวบินเวลากี่โมง สิ่งเดียวที่รู้คือต้องไปพรุ่งนี้ ดูเหมือนผมจะมีสองทางให้เลือก แต่เอาเข้าจริงๆ ผมกลับไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในตัวชี้วัดของทางไหนเลยสักทาง

ผมต้องการจากเมืองหลวงประเทศไทยไปอย่างหมดกังวล ไม่อยากจะทิ้งภาระให้ใครต้องมาสะสางต่อ การเดินทางครั้งนี้ผมไม่ได้บอกใครมากนัก คงมีอีกหลายคนที่รู้ภายหลังผมได้จากไปแล้ว

2 เดือน คือระยะเวลาที่วางไว้ อาจจะเร็วจะสั้นกว่านั้นบ้างแล้วแต่พระเจ้าจะกำหนด จุดหมายปลายทางคืออดีตดินแดนทะเลทราย ที่เคยเป็นที่อยู่ของชนเผ่าเร่ร่อนเลี้ยงแกะ แต่บัดนี้คนเลี้ยงแกะบ้านนอกเหล่านั้นได้กลายเป็นเศรษฐีมั่งคั่ง รวยไม่รู้เรื่องจากน้ำมันที่อยู่เบื้องใต้ฝ่าเท้าของพวกเค้า ที่ซึ่งเค้าไม่เคยรู้ตัว ดินแดนแห้งแล้งที่เคยไร้ค่า ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งเศรษฐกิจการค้าสำคัญประจำภูมิภาค ผู้คนต่างหลั่งไหลเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ตามที่กำลังและสติปัญญาจะไคว่คว้าสามารถ คุณจะเห็นทุกสีผิวทุกเชื้อชาติที่นี่ พระเจ้าคงจะโปรดอดีตคนเลี้ยงแกะมาก หรือไม่ก็กำลังทดสอบความภักดีของพวกเค้าอยู่ …

1/4 ของชีวิตผมอยู่ที่นี่ ไม่มากไม่น้อยเลย ผมโตที่นี่ตอนเด็กๆ พ่อแม่ผมอพยพมาหาชีวิตที่ดีกว่าตั้งแต่สมัยผมยังเยาว์วัย ช่างเป็นปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ สิ่งที่อยู่ใต้ผืนทรายได้หล่อเลี้ยงนับแสนนับล้านครอบครัวให้มีกินมีใช้ ผมควรจะขอบคุณพระเจ้าด้วยซินะ

โอกาสมาในเวลาช่างประจวบเหมาะพอดี ผมกำลังอยากปลีกตัวออกจากความวุ่นวายที่รุมล้อมตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ผมตอบรับคำเชิญชวนของพ่อทันทีหลังจากที่ท่านเอ่ยถาม ในที่สุดจะได้กลับไปหาสมาชิกครอบครัวที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาหลายเดือน ความเหงาของการไม่มีพ่อแม่อยู่ใกล้ๆ มันแย่ยังไงถามผมได้ ผมรู้ดี

หลายครั้งที่มีคนบ่นให้ผมฟังว่าอยากจะแยกตัวออกจากบ้านพ่อแม่เต็มทน ผมเคารพการตัดสินใจของพวกเค้า แต่ผมไม่เคยคิดอย่างนั้น ภาพลักษณ์ผมอาจจะดูกระด้างไปบ้าง จากการไม่มีพวกท่านอยู่ใกล้ๆ แต่จิตใจผมยังอยากให้ทุกคนกลับไปพร้อมหน้า อยากกลับไปเป็นเด็กน่าเอ็นดูของพวกเค้าเสมอ

ผมจะใช้เวลานี้พักผ่อน ทำงานที่คั่งค้างเอาไว้ ยังคงบล่อกเรื่องราวไปตามประสาตามแต่โอกาสจะอำนวย อวยพรให้ผมด้วย

deans4j

เมษายน 23, 2007

ผมอาสาสมัครแปล bliki ของ Martin Fowler

Filed under: announcement, simple thoughts — deans4j @ 1:16 am

อีกโครงการดีๆ จากชุมชนภายใน narisa.com โดยคนต้นคิดโครงการนี้ได้แก่พี่ข้าวโพดหวานที่รู้จักกันดี แนวคิดคืออยากให้มีการแปล bliki ของ Martin Fowler เจ้าพ่อ design pattern ผู้ประพันธ์หนังสือ Patterns of Enterprise Application Architecture (AKA PEAA) ที่ใครทำงานด้านนี้ต้องอ่าน

การแปลเนื้อหาทั้งหมดจะอยู่ที่เวบ thaidev.org แม้ผมจะร่วมแปล แต่เนื้อหาทั้งหมด (รวมทั้งที่ผมเขียนเอง) จะไม่คัดลอกมาที่บล่อกนี้ ด้วยเหตุผลว่ามันเป็นงานแปลที่เค้าอนุญาตเฉพาะกรณีไป

อย่างไรก็ดีถ้าเห็นว่ามีงานแปลอัปเดต หรือมีอันไหนน่าสนใจ จะมาบล่อกทิ้งไว้ให้ไปดูละกัน ส่วนใครสนใจคันมืออยากลองแปลดู ติดต่อหลังไมค์ นายข้าวโพดหวาน ณ นาริสา ได้เลยครับ

เมษายน 22, 2007

ผมกลัว WPF/E และ FLEX 2

Filed under: .net, ajax, flex/apollo, java, ria, simple thoughts, swing — deans4j @ 7:47 pm

แม้ AJAX จะฮิตติดลมบน แต่ในมุมมองของนักพัฒนาผมกลับไม่ชอบมันเท่าไหร่ เพราะมันทำให้งานเราหนักขึ้นอย่างไม่คุ้มค่า แม้เดี๋ยวนี้จะมี AJAX Framework มากมายเป็นตัวช่วยก็เถอะ แต่เอาเข้าจริงๆ พอต้องทำเวบ RIA ขึ้นมา ถ้าไม่เซียน JavaScript+DHTML จริงๆ ก็ไม่ไหว เฟรมเวิร์กที่มีก็ช่วยไม่ค่อยได้ละ เพราะมันเริ่มจะ domain specific ไปเฉพาะสิ่งที่เราอยากได้อยากทำ นี่ยังไม่นับปัญหาเรื่องการต้องดูแลรักษาโค้ดที่เขียนพวกนี้อีกนะ

ผมเลยพร่ำบอกอยู่เสมอว่าไปใช้เทคโนโลยีอะไรก็ได้เถอะ ที่มันไม่ถึกเท่าวิธีนี้ HTML, JavaScript มันเดินทางมาไกลพอจากจุดที่คนคิดมันขึ้นมาได้คาดการณ์เอาไว้แล้ว ผมเชื่อว่าในปีหน้า หรือไม่แน่ก็ปลายปีนี้เราจะเห็นเทคโนโลยีอย่าง Flex 2/Apollo, XAML/WPFe, XUL เริ่มมีเสียงมากขึ้นในตลาด ส่วน AJAX ก็จะยังคงอยู่ แต่อยู่อย่างพอเพียงตามประสาที่มันควรจะเป็น

ผมพาดหัวเอนทรีนี้ไว้น่ากลัวไปหน่อย แต่ผมก็ยอมรับว่าเทคโนโลยีฝั่งแสดงผลของ Microsoft และ Adobe ดูจะเรียกความน่าสนใจให้กับผู้ใช้ไม่น้อยแน่ๆ หลังจากที่ผู้ใช้ต้องทนดักดานกับ UI แข็งๆ บนเวบมานานหลายปีดีดัก งานนี้คงมีร้อง อู้ววว! กันบ้างละ

เทคโนโลยีฝั่งจาวาก็มีนะครับที่ให้อะไรลักษณะทำนองนี้ อันที่จริงมันมีนานแล้วด้วย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวแพลตฟอร์ม แต่เป็นที่วิธีการสร้างมันต่างหาก ถ้าเทียบความสามารถของ Java Web Start กับ Apollo แล้ว Web Start ยังกินขาดไม่เห็นฝุ่น แต่ถ้าเทียบความง่ายในการพัฒนาส่วน UI แบบร้อง Wow! แล้วละก็ Apollo ทำง่ายกว่าเยอะ ทั้งนี้เป็นที่เครื่องมือพัฒนา และตัวภาษาที่ใช้มีลักษณะกึ่งสำเร็จรูป เหมาะกับดีไซน์เนอร์มากกว่าขา dev

จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีพวกนี้มีจุดที่คล้ายกันคือทั้ง XUL, Flex 2, XAML ต่างก็ใช้ XML ในการประกาศส่วน UI พูดง่ายๆ ก็คือการเขียนโปรแกรมแบบประกาศ วิธีนี้เลยเหมาะกับผู้ใช้ที่เป็นดีไซน์เนอร์ เพราะมันอ่านรู้เรื่องในตัว มีพื้นฐานการเขียนโปรแกรมหน่อยก็พอทำได้แล้ว ยิ่งพออะไรมันสำเร็จรูป ผลพลอยได้คือเครื่องมือพัฒนาก็เก่งได้ง่ายตามไปด้วย

สำหรับทางฝั่งจาวาก็มีโปรเจกต์อย่าง F3, XUI, OpenLaszlo, การมาของ SVG, Synth Look&Feel ต่างก็บ่งชี้ว่าเรากำลังมุ่งไปในทิศทางการเขียนโปรแกรมแบบประกาศอยู่เหมือนกัน พลขับที่ทำงานอยู่ข้างใต้อย่าง Java2D กับ Swing ก็เก่งขึ้นมาก สิ่งเหล่านี้รวมๆ กันแล้วก็ช่วยสร้างความมั่นใจให้นักพัฒนาได้ระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้ผมหวั่นๆ คือ “เวลา” กับการที่มันยังไม่มีมาตรฐานชัดเจน ถ้าเทียบความเข้มแข็งของเทคโนโลยีคู่แข่ง เหมือนเค้าจะออกตัว “ชัดเจน” กันไปก่อนสักพักแล้ว แม้ว่าการแข่งขันมันจะเพิ่งเริ่มเท่านั้น แต่การไม่มีอะไรออกมาโชว์เป็นชิ้นเป็นอันในขณะที่คู่แข่งกำลังปากเปียกปากแฉะโฆษณาขายของ มันก็เสียเปรียบเอาการอยู่ ผู้ใช้จะชินกับเทคโนโลยีฝั่งตรงกันข้ามซะก่อน ดีไม่ดีเสียนักพัฒนาฝีมือดีไป ต่อไปถ้ามัวแต่ตามหลังการปล่อยให้คู่แข่งเป็นผู้กำหนดทิศทางอนาคตมันก็เสียเปรียบตั้งแต่อยู่ในมุ้งแล้ว

เป็นอีกครั้งที่ซันเสียเปรียบเรื่องการตลาดทางด้านการแสดงผล กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้อย่างนี้ประจำ ถึงอย่างไรก็ดี งานนี้ต้องดูกันยาวๆ นี่มันแค่ปฐมบทเท่านั้นเอง

OpenID ในความเห็นของข้าพเจ้า

Filed under: innovation, simple thoughts — deans4j @ 6:42 pm

อยากบล่อกเรื่องนี้เพราะรู้ข่าวมาว่า Acegi เฟรมเวิร์กด้านความมั่นคงประกาศใน mailing list ว่าเริ่มสนับสนุน OpenID ในสนามทดลองแล้ว

ส่วนตัวคิดว่าถ้ามองยุคของเทคโนโลยีเป็นขั้นบันได OpenID ก็เหมือนเป็นขั้นกว่าของ Single Sign-On เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันในอนาคต ถ้าทิศลมยังคงเคลื่อนไปในทิศเดียวกับที่พัด web 2.0 ต่างๆ มาแล้วละก็ OpenID ก็น่าจะลอยตามมาในไม่ช้าเช่นเดียวกัน

ความหัวใสของ OpenID อยู่ที่การใช้ URI namespace ในการอ้างอิงตัวตนของเรา โดยหลักการมันพยายามแก้ปัญหาเดียวกับ Single Sign-On ต้องการแก้ แต่แตกต่างกันตรงที่เราสามารถที่จะเลือกผู้ให้บริการ ID ที่เราเชื่อใจได้เอง พอมันเป็นอย่างนี้เลยทำให้ข้อดีต่างๆ ใน Single Sign-On สืบถอดตามกันมาด้วย

สิ่งที่ทำให้ผมสนใจเลยไม่ใช่ข้อดีที่ฟังดูธรรมดาพวกนั้น แต่กลับเป็นนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นรอบๆ OpenID ต่างหาก ตอนนี้ยังนึกอะไรเจ๋งๆ ไม่ออกหรอกครับ แต่เท่าที่ดูจากสิ่งที่แตกต่างจาก Single Sign-On เดิมๆ น่าจะมีช่องทางธุรกิจให้ไปต่อได้อยู่ มีบางเวบไซตแล้วเหมือนกันที่เริ่มจะหากินใช้ประโยชน์จากมันอย่างจริงจัง ไม่แน่ต่อไปเวบขาย domain อาจจะมีรายได้เสริมจากการหันมาให้บริการ “ชื่อ OpenID สวย” ก็เป็นได้ : )

ตอนนี้อะไรมันคงดูลำบากนึกภาพไม่ออกเพราะ Single Sign-On ยังถูกใช้ในกลุ่มธุรกรรมที่จำกัดวง แต่ถ้าในอนาคตมันกระจายไปจนเวบชุมชนไหนๆ ก็มี ไม่รู้เหมือนกันว่า Single Sign-On แบบ world wide อย่างที่ OpenID นำเสนอ จะเปลี่ยนรูปแบบพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของเราไปอย่างไรบ้าง ลองคิดกันเล่นๆ ดู …

เมษายน 19, 2007

ประกาศ : แนวทางการเขียนข่าวในอนาคต

Filed under: announcement, java — deans4j @ 10:58 pm

หลังจากต้องออกมาจาก Blognone เยี่ยงนักโทษคดีฆ่าคนตาย ผมจึงอยากจะถือโอกาสนี้ทำสิ่งที่อยากทำมานานแล้ว ผมอยากเขียนข่าวที่ให้รายละเอียดลงลึกมากกว่านี้ เจาะกลุ่มนักพัฒนาจาวาโดยตรง เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจไปละกันถ้าเริ่มอ่านกันไม่รู้เรื่องไปบ้าง

ที่ผ่านมา จากการประเมินระดับความความกว้างของผู้อ่านใน BN ทำให้ผมไม่กล้าลงรายละเอียดความเข้มของข่าว ส่วนหนึ่งเพราะขี้เกียจจะกังวลว่าต้องเล่าข่าว 2 บรรทัด อธิบายอีก 5 บรรทัด ข่าวที่ลงส่วนใหญ่เลยมักจะเน้นข่าวกลุ่มเดิมๆ ที่ผู้ใช้มีโอกาสสัมผัสได้ง่ายหรือเข้าใจได้ไม่ยากจนเกินไป

แต่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปนะครับ ผมยังคงผสมข่าวไม่ให้มัน geek จัด ยังคงอธิบายพอสังเขปเหมือนเดิม แต่จะลดความเกรงใจกลุ่มผู้อ่านลงเท่านั้นเอง สไตล์การเขียนจะเปลี่ยนไปบ้าง เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น คอยติดตามละกันครับ

deans4j

ซันเจรจาซื้อ SavaJe เทคโนโลยี

Filed under: java — deans4j @ 9:12 pm

ข่าวนี้ว่าจะเขียนนานแล้ว แต่ก็ค้างไว้ตลอด SavaJe ชื่อนี้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ดังเป็นพลุแตกในงาน JavaOne 2006 เมื่อปีที่แล้ว SavaJe เป็น OS สำหรับมือถือที่ออกแบบมาโดยคำนึงถึงการใช้งานจาวาตั้งแต่ภายในแรกเริ่ม แต่ภายหลังกลายเป็นว่าบริษัทแม่ของ SavaJe กลับมีปัญหาการเงินภายในอย่างหนัก หลังจากต้องพบกับสถานการณ์อันยากลำบากในการขาย OS ตัวนี้ออกไป อันเนื่องจากตลาด OS มือถือตอนนี้ก็มีการขับเขี้ยวกันอย่างหนักอยู่แล้ว ทั้งจากค่าย Symbian, BlackBerry, MS Windows Mobile และในอนาคต Apple iPhone กลายเป็นว่า SavaJe เหมือนจะต้องตายไปตั้งแต่ยังไม่ได้เกิด

การเข้าเจรจาขอซื้อเทคโนโลยี SavaJe ของซันเป็นเพียงแค่การซื้อสินทรัพย์ทางปัญญาของบริษัทเท่านั้น และซันเองยังไม่ได้ประกาศแน่ชัดถึงจุดประสงค์การซื้อและเป้าหมายอนาคตของ SavaJe แต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ดี งาน JavaOne 2007 ในเดือนหน้าเราอาจได้ข่าวเรื่องนี้เพิ่มเติมก็เป็นได้

ที่มาDeviceForge

ชีวิตง่ายขึ้นกับจาวาบน Ubuntu Feisty Fawn

Filed under: java, linux, netbeans — deans4j @ 8:27 pm

พรุ่งนี้ Ubuntu 7.04 รหัส Feisty Fawn พร้อมให้ดาว์นโหลดอย่างเป็นทางการ เป็นที่น่ายินดีหลังจากเป็นที่ยืนยันแล้วว่าผู้พัฒนาสามารถเลือกลง Java SE 6.0 SDK, Netbeans 5.5, Glassfish v1, Java DB ได้ผ่านการ apt-get จาก multiverse repository เหมือนโปรแกรมทั่วไป

จากรายการโปรแกรมข้างบนก็บ่งบอกชัดว่าซันอยู่เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แน่ Ian Murdock ผู้ก่อตั้ง Debian ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าฝ่าย OS Platform คนใหม่ของซันใบ้ๆ มาว่าในไม่กี่เดือนข้างหน้าน่าจะเห็นจาวาเป็นประชาชนชั้นหนึ่งในลีนิกซ์ distro หลักๆ ทุกตัว

ติดตามกันต่อไปกับแผนการบุกตลาดลินิกซ์เต็มตัวของซัน การโอเพนซอร์สจาวาน่าจะส่งผลให้ Java 7.0 ในอนาคตผูกติดมาในตัวตั้งแต่แรกลง หรืออย่างน้อยก็น่าจะอยู่ใน main repository ของ Ubuntu ได้ไม่ยาก

ที่มาEd Burnette’s blog, ZD NET

Older Posts »

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.