ผมห่างหายจากการวิเคราะห์ข่าวไปพอสมควร คราวนี้ขอกลับมาวิเคราะห์ประเด็นมือถือที่เป็นที่พูดกันของทุกคน ผมขอจับไปที่มุมมอง Java บน iPhone และ Android นะครับ
เป็นที่รู้กันว่า ณ ปัจจุบัน iPhone ยังเป็นระบบปิดที่ไม่อนุญาตให้นักพัฒนาอิสระเขียนโปรแกรมให้ทำงานบน iPhone ได้ ด้วยเหตนี้เองเชื่อกันว่าเป็นผลให้หลายคนตัดสินใจรอดูท่าที่ก่อนจะซื้อผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ แต่เมื่อไม่นานทางแอปเปิ้ลได้ออกมาประกาศแล้วว่าต้นปีหน้านักพัฒนาจะมี iPhone SDK ให้ใช้กันแน่
การมาของ iPhone SDK ทำให้หลายคนจับตามองว่าแอปเปิ้ลจะเปิดให้ SDK ลงลึกถึงระดับไหนกัน เพราะการเปิดตัว Android ของกูเกิลโดยเอาเงิน $10 ล้านล่อใจนักพัฒนานับว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงในการสร้างกระแสความฮือฮาในหมู่นักพัฒนาทั่วโลกเลยทีเดียว ด้วยเหตนี้ผมคิดว่าแอปเปิ้ลเองจำเป็นต้องเรียกคะแนนคืนบ้าง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ข้อได้เปรียบอย่างนึงของ iPhone ที่มีเหนือกว่า Android คือ ณ วันนี้มันมีสิ่งที่จับต้องได้ให้นักพัฒนาลองเล่นได้ทันที นักพัฒนาสามารถพัฒนา ติดตั้งทดสอบ และขายโปรแกรมของตัวเองที่พัฒนาเพื่อ iPhone ได้ก่อนที่ Android จะมีโทรศัพท์จริงๆ ให้ใช้กันแน่ๆ ข้อแตกต่างของเวลาอย่างน้อย 1-2 ปีนี้ถือเป็นช่องว่างเวลาที่ทำให้ได้เปรียบอยู่พอสมควร อย่างน้อยก็น่าจะทำให้ iPhone กลายเป็นผู้นำทางด้านนี้ได้หากแอปเปิ้ลต้องการ
แต่ลักษณะท่าทีของแอปเปิ้ลที่ผ่านมาเป็นที่รู้กันว่าคาดเดาได้ยาก และมักจะชอบระบบปิดที่ตัวเองสามารถควบคุมได้มากกว่าการเปิดมันออกมาอย่างที่ควรทำ สิ่งที่ต่างไปจากผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของแอปเปิ้ลคือคู่แข่งคราวนี้ไม่ธรรมดาเหมือนที่แอปเปิ้ลเคยเข้าไปตีตลาด การตีตลาดมือถือที่มีบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งเป็นเจ้าตลาดก็นับว่าเป็นงานหนักอยู่แล้ว แต่การมาของผู้ท้าชิงที่คาดไม่ถึงอาจจะทำให้แอปเปิ้ลต้องเปลี่ยนแผนที่วางมาแต่แรกก็เป็นได้
ทางนึงที่แอปเปิ้ลสามารถทำได้ในการดึงคะแนนเสียงจากนักพัฒนากลับสู่แพลตฟอร์มของตัวเองอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป แตคงต้องแลกกับการกลืนน้ำลายตัวเองของ สตีฟ จอบส์ ที่เคยประกาศไว้ว่าไม่มีใครใช้ Java แล้ว ถึงหลายคนจะบ่นว่าไม่ชอบ Java เอาซะเลยด้วยเหตผลนานับประการ แต่ความจริงอย่างนึงที่ต้องยอมรับคือบนแพลตฟอร์มมือถือนั้น Java แอพลิเคชั่นถือครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดก็ว่าได้ หากเงื่อนไขนี้เป็นสิ่งที่แอปเปิ้ลยอมแลกได้แล้วละก็น่าจะทำให้เกมการแข่งขันน่าติดตามขึ้นอีกเยอะ เพราะจะมีแอพลิเคชั่นดีๆ มากมายที่รอการพอร์ทไปทำงานบนนั้น แต่หาก iPhone SDK นั้นยังไม่รองรับ Java โดยตรง มันอาจจะเป็นจุดวิกฤตที่เพียงพอที่ทำให้ชุมชนเกิดการดิ้นรนให้มีการพอร์ต Java ไปลงเองก็ได้ เพราะ ณ วันนี้ก็เริ่มมีกระแสเล็กๆ ให้เห็นบ้างแล้ว
ตลาดมือถือภายใน 2-3 ปีข้างหน้าจะเกิดการก้าวกระโดดอย่างแน่นอน เทคโนโลยี นวัตกรรมและแนวคิดจะเปลี่ยนไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เริ่มจากปีหน้ายังมีสิ่งที่หลายคนจับตามองอีกอย่างนั่นคือ JavaFX Mobile เราน่าจะได้เห็นผลผลิตในตลาดของมันออกมา ถ้าเอา Android จับเทียบน้ำหนักเทียบรุ่นกับ JavaFX Mobile แล้ว นับว่าเป็นมวยที่เอาไปซัดกันได้พอดิบพอดี หลายคนจับตามองว่าการที่กูเกิลประกาศ Android ออกไปนั้นเป็นการประกาศศึกกับซันหรือไม่ แต่ความเห็นส่วนตัวคิดว่ากูเกิลไม่ใช่บริษัทที่จะทำอย่างนั้น ที่ผ่านมากูเกิลเป็นหนึ่งในองค์กรที่โปร Java อย่างหนักบริษัทนึงก็ว่าได้และวางตัวเป็นพันธมิตรที่ดีเสมอมา หลายคนคาดว่าเป็นเพราะกูเกิลวางกำหนดการนี้มาก่อนหน้าซันจะประกาศ JavaFX ด้วยซ้ำ กอปรเรื่องสัญญาอนุญาตและเรื่องขั้นตอนกระบวนการที่ต้องทำผ่าน JCP นั้นกินเวลานานเกินไปเลยทำให้ Android ต้องออกตัวมาในสภาพที่หลายคนสงสัย การออกตัวก่อนของ โจนาธาน สจ๊วตส์ เป็นความพยายามยืนยันสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทั้งสองบริษัทก่อนที่ใครจะคิดไปไกล ตราบใดที่ยังไม่มีเครื่องมือถือออกมาเป็นเรื่องเป็นราว เรื่องนี้ยังมีเวลามากพอให้ทั้งคู่จับเข่านั่งคุยกันถึงความเป็นได้เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีความสุขทันอยู่
เกมนี้ยังคงต้องดูกันยาวๆ และคงไม่มีผลแพ้ชนะอย่างสิ้นสุด คนที่จมูกไวได้กลิ่นโอกาสเพื่อความได้เปรียบก็น่าจะลองลงมือทำอะไรสักอย่าง ผมคิดว่าตลาดแอพลิเคชั่นบนมือถือน่าจะเป็นตลาดที่ยังเปิดกว้างให้บริษัทหรือนักพัฒนาอิสระในประเทศไทยสามารถสู้กับบริษัทต่างชาติได้ดีกว่าตลาดอื่นๆ มันไม่ใช่ตลาดที่จะละเลยได้เหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป …